7 สาเหตุที่ทำให้การทดสอบห้องคลีนรูม ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน NEBB

รวม 7 วิธีลดสิ่งปนเปื้อนในคลีนรูม ตั้งแต่สุขอนามัยส่วนตัว การแต่งกายให้ถูกต้อง ไปจนถึงการควบคุมการเข้า-ออก ช่วยให้ห้องคลีนรูมของคุณสะอาดได้มาตรฐาน ISO

การทดสอบห้องคลีนรูม (Cleanroom Testing) แม้ดูเหมือนขั้นตอนสุดท้ายก่อน Commissioning แต่กลับเป็นจุดที่พบปัญหาบ่อยที่สุด เพียงสาเหตุเดียวก็สามารถทำให้ห้องคลีนรูมไม่ผ่านมาตรฐาน ตามเกณฑ์ของ NEBB ได้ทันที ส่งผลให้ต้องเสียเวลา ค่าใช้จ่าย และโอกาสทางธุรกิจ

บทความนี้รวบรวม 7 สาเหตุหลักที่พบบ่อยในงาน Cleanroom Testing โดยผู้เชี่ยวชาญจาก VOV พร้อมแนวทางป้องกันและแก้ไข เพื่อให้ห้องคลีนรูมของคุณผ่านมาตรฐาน NEBB ได้ในการทดสอบครั้งแรก

เลือกอ่าน

มาตรฐาน NEBB คืออะไร?  NEBB (National Environmental Balancing Bureau) คือมาตรฐานสากลสำหรับการทดสอบและรับรองประสิทธิภาพห้องคลีนรูม ครอบคลุมการวัดค่าอนุภาค (Particle Count), การไหลเวียนอากาศ (Airflow), แรงดันห้อง (Room Pressure), และอุณหภูมิ-ความชื้น ห้องคลีนรูมต้องผ่านทุกรายการจึงจะได้รับการรับรอง

สาเหตุที่ทำให้การทดสอบห้องคลีนรูมไม่ผ่านมาตรฐาน NEBB มีดังนี้

จากประสบการณ์จริงของทีม VOV ในการทำ Cleanroom Testing ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมชั้นนำทั่วไทย พบว่าสาเหตุที่ทำให้ห้องคลีนรูมไม่ผ่านเกณฑ์สามารถแบ่งได้เป็น 7 กลุ่มหลัก ดังนี้

Infographic 7 สาเหตุที่ทำให้การทดสอบห้องคลีนรูมไม่ผ่านมาตรฐาน NEBB

1. หลอดไฟ ในห้องคลีนรูม

หลอดไฟเป็นแหล่งสะสมฝุ่นที่มักถูกมองข้ามมากที่สุด โดยเฉพาะหลอดประเภท Fluorescent ที่มีร่องและพื้นผิวขรุขระ ทำให้ฝุ่นเกาะสะสมได้ง่าย เมื่อฝุ่นจากภายนอกหรือจากภายในห้องคลีนรูมมาเกาะที่ผิวหลอดไฟ อนุภาคเหล่านั้นอาจหลุดลอยขึ้นในอากาศเมื่อหลอดไฟร้อนขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อค่า Particle Count ในการทดสอบ

แนวทางป้องกัน: เลือกใช้หลอดไฟ LED แบบปิดสนิท (Sealed Fixture) ที่ออกแบบมาสำหรับ Cleanroom โดยเฉพาะ และทำความสะอาดก่อนการทดสอบทุกครั้ง

2. แผ่นกรองอากาศ (Filter) ไม่ได้มาตรฐาน

Filter หรือแผ่นกรองอากาศ เช่น แผ่นกรอง HEPA Filter มีหน้าที่กรองอากาศจากภายนอกให้สะอาดก่อนส่งเข้าห้องคลีนรูม หากใช้ Filter ที่ไม่ได้มาตรฐาน อนุภาคขนาดต่างๆ จะเล็ดรอดผ่านเข้ามาได้

แผ่นกรอง HEPA/ULPA Filter ที่ได้มาตรฐานต้องผ่านการทดสอบ DOP/PAO Leak Test ก่อนติดตั้ง และต้องมีประสิทธิภาพการกรองไม่ต่ำกว่า 99.97% ที่ขนาดอนุภาค 0.3 ไมครอน (สำหรับ HEPA H14)

นอกจากนี้ Filter ที่ชำรุดหรือหมดอายุการใช้งานก็ส่งผลเช่นเดียวกัน ควรตรวจสอบสภาพและเปลี่ยน Filter ตามรอบที่กำหนด

3. การติดตั้ง ไม่ได้มาตรฐาน

แม้จะเลือก Filter คุณภาพดีมา แต่ถ้าติดตั้งผิดวิธีก็ไม่มีประโยชน์ ปัญหาการติดตั้งที่พบบ่อยได้แก่:

  • Filter ติดตั้งไม่แน่น ทำให้อากาศรั่วผ่านช่องว่างรอบขอบ Filter
  • การยึด Frame ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนและ Filter เสื่อมสภาพเร็ว
  • ติดตั้ง Filter ในทิศทางผิด (สับสนด้านหน้า-หลัง)
  • การประกอบ HEPA Box ไม่สมบูรณ์ ทำให้ Gasket ไม่กระชับ

การออกแบบและติดตั้งระบบ HEPA Box ต้องดำเนินการโดยช่างที่ได้รับการอบรมและมีประสบการณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าอากาศทุกลิตรผ่านการกรองก่อนเข้าห้อง

4. แรงดันในห้อง ไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนด

แรงดันภายในห้องคลีนรูม (Room Pressure) เป็นหัวใจหลักในการควบคุมการปนเปื้อน โดย ห้องคลีนรูมแรงดันบวก (Positive Pressure) ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยา เพื่อป้องกันฝุ่นจากภายนอกไหลเข้า ส่วนห้องแรงดันลบ (Negative Pressure) ใช้ในพื้นที่ที่ต้องการควบคุมการรั่วไหลของสาร

ถ้าแรงดันต่ำกว่ามาตรฐาน ฝุ่นและอนุภาคจากภายนอกจะสามารถไหลเข้าห้องได้เมื่อประตูเปิด ในทางกลับกัน แรงดันสูงเกินไปก็ส่งผลต่อการใช้งานอุปกรณ์และความสบายของผู้ปฏิบัติงาน

ระบบ HVAC ต้องได้รับการ Calibrate และ Balance อย่างถูกต้อง พร้อมติดตั้งระบบ Monitoring แรงดันแบบ Real-time เพื่อตรวจจับความผิดปกติได้ทันที

5. ผู้ปฏิบัติงาน แหล่งกำเนิดสิ่งปนเปื้อนที่สำคัญที่สุด

มนุษย์คือแหล่งกำเนิดอนุภาคที่ใหญ่ที่สุดในห้องคลีนรูม ร่างกายมนุษย์ปล่อยอนุภาคหลายแสนชิ้นต่อนาทีในสภาวะปกติ และจะสูงขึ้นอีกเมื่อมีการเคลื่อนไหว ไอ จาม หรือพูด

ข้อปฏิบัติสำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติงานในห้องคลีนรูม:

  • เคลื่อนไหวช้าๆ สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวรวดเร็วหรือกะทันหัน
  • ห้ามไอหรือจามโดยไม่ปิดปาก แม้จะสวมหน้ากากอยู่
  • จำกัดจำนวนคนที่เข้าห้องให้น้อยที่สุดในช่วงทดสอบ
  • ปฏิบัติตาม Gowning Procedure อย่างเคร่งครัดก่อนเข้าห้องทุกครั้ง

6. เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย แหล่งปล่อยฝุ่นที่มองไม่เห็น

เสื้อผ้าทั่วไปปล่อยเส้นใยและอนุภาคขนาดเล็กออกมาตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อมีการเคลื่อนไหว แม้แต่การยกแขนหรือเดินก็ทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายได้

วัสดุสำหรับชุด Cleanroom ที่เหมาะสม:

  • เส้นใยสังเคราะห์ประเภท Polyester หรือ Nylon — ปล่อยฝุ่นน้อยกว่าเส้นใยธรรมชาติ 10–100 เท่า
  • ผ้า Anti-static ป้องกันการสะสมประจุไฟฟ้าสถิตที่ดูดดึงอนุภาค
  • ชุดต้องผ่านการซักตาม Cleanroom Laundry Standard ก่อนนำมาใช้

รู้หรือไม่? เส้นใยสังเคราะห์มีการปล่อยฝุ่นน้อยกว่าเส้นใยธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญ ควรเปลี่ยนชุดเฉพาะพื้นที่ก่อนเริ่มปฏิบัติงานทุกครั้ง เพื่อป้องกันการนำฝุ่นจากภายนอกเข้ามา

7. เครื่องจักร จุดกำเนิดสิ่งปนเปื้อนจากกลไก

เครื่องจักรและอุปกรณ์ในห้องคลีนรูมเป็นแหล่งสิ่งปนเปื้อนที่มาจากกลไก เนื่องจากชิ้นส่วนที่เสียดสีกันในกลไก เช่น Bearing, Belt, Gear จะปล่อยอนุภาคโลหะและพลาสติกออกมา

เครื่องจักรบางประเภทยังมีการปล่อยสารเคมีในรูปของก๊าซหรือไอระเหย ซึ่งถือเป็นสิ่งปนเปื้อนประเภท Molecular Contamination ที่ยากต่อการตรวจจับด้วย Particle Counter ทั่วไป

แนวทางป้องกัน: ใช้เครื่องจักรที่ออกแบบมาสำหรับ Cleanroom โดยเฉพาะ (Low-outgassing materials) บำรุงรักษาตามกำหนด และทำความสะอาดพื้นที่รอบเครื่องจักรก่อนทดสอบ

สรุปเปรียบเทียบ: 7 สาเหตุ vs แนวทางแก้ไข

สาเหตุ ผลกระทบ แนวทางป้องกัน
หลอดไฟสะสมฝุ่น Particle Count เกินมาตรฐาน ใช้ LED Sealed Fixture ทำความสะอาดก่อนทดสอบ
Filter ไม่ได้มาตรฐาน อนุภาคเล็ดรอดเข้าห้อง เลือก HEPA H14 ผ่าน PAO Leak Test
ติดตั้งไม่ถูกต้อง อากาศรั่วรอบขอบ Filter ใช้ช่างผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบ Gasket
แรงดันผิดปกติ ฝุ่นไหลเข้า/ออกห้อง Balance ระบบ HVAC + Real-time Monitor
พฤติกรรมผู้ปฏิบัติงาน อนุภาคจากร่างกาย ฝึก Gowning & Movement Protocol
เสื้อผ้าไม่ได้มาตรฐาน เส้นใยฟุ้งกระจาย ใช้ชุด Polyester Anti-static ล้าง Cleanroom Laundry
เครื่องจักรปล่อยอนุภาค Molecular Contamination เลือก Low-outgassing Equipment บำรุงรักษาสม่ำเสมอ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) — บริการห้องคลีนรูมครบวงจร

การทดสอบห้องคลีนรูมมาตรฐาน NEBB ต้องทดสอบอะไรบ้าง?

การทดสอบตามมาตรฐาน NEBB ครอบคลุมหลายรายการ ได้แก่ การวัดค่าอนุภาคในอากาศ (Airborne Particle Count) ตามมาตรฐาน ISO 14644-1, การวัดอัตราการไหลเวียนอากาศ (Airflow Velocity & Volume), การวัดแรงดันห้อง (Room Pressure Differential), การทดสอบการรั่วของ Filter (Filter Leak Test / PAO Test), รวมถึงการวัดอุณหภูมิและความชื้น โดยทุกรายการต้องผ่านเกณฑ์ที่กำหนดพร้อมกันจึงจะได้รับการรับรอง

ถ้าห้องคลีนรูมไม่ผ่านการทดสอบ NEBB ต้องทำอย่างไร?

หากไม่ผ่านการทดสอบ ขั้นแรกต้องระบุสาเหตุให้ชัดเจนก่อน โดยดูจากรายการที่ไม่ผ่านเกณฑ์ จากนั้นแก้ไขจุดบกพร่อง เช่น เปลี่ยน Filter ที่รั่ว, Balance ระบบ HVAC, ทำความสะอาดห้อง แล้วจึงนัดหมายทดสอบใหม่ (Re-testing) ค่าใช้จ่ายในการทดสอบซ้ำจะสูงกว่าการป้องกันปัญหาตั้งแต่แรก จึงควรเตรียมห้องให้พร้อมก่อนนัดทดสอบ

ควรทำ Cleanroom Testing บ่อยแค่ไหน?

ตามมาตรฐาน ISO 14644-2 กำหนดให้ทำการทดสอบอย่างน้อยทุก 6–12 เดือน ขึ้นอยู่กับ ISO Class ของห้อง (Class 5 หรือสูงกว่าต้องทดสอบถี่กว่า Class 7–8) นอกจากนี้ควรทำการทดสอบพิเศษเมื่อมีการซ่อมบำรุง เปลี่ยน Filter หรือมีการปรับปรุงห้อง เพื่อมั่นใจว่าห้องยังคงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

HEPA Filter กับ ULPA Filter ต่างกันอย่างไร ใช้แบบไหนดีกว่า?

HEPA Filter (High-Efficiency Particulate Air) กรองอนุภาคขนาด 0.3 ไมครอนได้ 99.97% เหมาะสำหรับห้องคลีนรูม ISO Class 5–8 ส่วน ULPA Filter (Ultra-Low Penetration Air) กรองได้สูงถึง 99.9995% ที่ขนาด 0.12 ไมครอน เหมาะสำหรับห้อง ISO Class 1–4 ที่ต้องการความสะอาดสูงมากในการผลิต Semiconductor หรือชิ้นส่วนออปติกส์ การเลือกควรพิจารณาตาม ISO Class ที่ต้องการและงบประมาณ

ผู้ปฏิบัติงานในห้องคลีนรูมต้องสวมชุด Cleanroom แบบใด?

ชุด Cleanroom มีหลายระดับตาม ISO Class โดย ISO Class 8 อาจใช้เพียง Lab Coat และหมวก ในขณะที่ ISO Class 5 หรือสูงกว่าต้องใช้ชุดคลุมเต็มตัว (Coverall) พร้อมถุงมือ 2 ชั้น รองเท้าคลุม แว่นตา และ Hood ครอบศีรษะ ชุดทุกชิ้นต้องทำจากวัสดุ Anti-static ที่ปล่อยเส้นใยน้อย และผ่านการซักแบบ Cleanroom Laundry ก่อนนำมาใช้

สรุป: ป้องกันดีกว่าแก้ไข

ทั้ง 7 สาเหตุที่กล่าวมาล้วนสามารถป้องกันได้ หัวใจสำคัญคือการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การเลือกอุปกรณ์ การติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ และการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงาน การลงทุนในการป้องกันตั้งแต่ต้นย่อมคุ้มค่ากว่าการแก้ไขหลังจากที่ห้องไม่ผ่านการทดสอบไปแล้ว

หากต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผน ออกแบบ และทดสอบห้องคลีนรูม ทีมงาน VOV พร้อมให้คำปรึกษาครบวงจรตั้งแต่ Cleanroom Turnkey จนถึงการทดสอบและรับรองตามมาตรฐาน NEBB

👉 สอบถามบริการ Cleanroom Testing กับ VOV ได้เลย: https://vovgroup.com/contact-us/

Share the Post: